ในที่สุด คนไทยก็ได้รู้จักกับภัยพิบัติชนิดใหม่ เมื่อเกิดคลื่นยักษ์จากแผ่นดินไหวใต้ทะเลใกล้เกาะสุมาตรา มีความรุนแรงถึง 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ รุนแรงเป็นอันดับ 4 ในรอบศตวรรษ ทำให้ชายฝั่งอันดามันที่เคยเงียบสงบ ต้องพบกับคลื่นน้ำขนาดยักษ์ซัดเข้ามากวาดทุกสิ่งทุกอย่างลงทะเลไป
ภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีได้บอกในรายการข่าว ว่าเรียกว่า "ธรณีพิบัติภัย" เป็นคำที่เข้าใจว่ายังเป็นศัพท์เฉพาะทางเท่านั้น เพราะเปิดไม่พบในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ และเราไม่เคยมีโอกาสได้ใช้คำนี้เลย จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (เดิมมีแต่คำว่า อุทกภัย วาตภัย ทุพภิกขภัย)
ไม่แน่ใจว่ามีการบัญญัติอย่างเป็นทางการหรือยัง แต่ก็ขอบันทึกไว้ และขอแสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยทุกท่าน อย่างไรก็ดี วันนี้เราได้เห็นการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ อย่างแข็งขัน ทั้งฝ่ายแพทย์ สภากาชาด กองทัพเรือ กองทัพอากาศ การท่องเที่ยว กระทรวงการต่างประเทศ การสื่อสารฯ ฯลฯ รวมทั้งภาคเอกชนอย่างเรืออันดามันพรินเซส การบินไทย ภูเก็ตแอร์ ดีแทค ฯลฯ และประชาชนคนไทยทั่วไป ที่แสดงความจำนงขอบริจาคโลหิต ทรัพย์สิน เครื่องอุปโภคบริโภค ไปช่วยผู้ประสบภัย เห็นอย่างนี้แล้ว ต้องขอชื่นชมทุกฝ่ายล่ะครับ
จากที่เกริ่นไปครั้งที่แล้ว ว่าคำอีสานไม่มีคำว่า "เพราะ" ทั้งในความหมายที่ว่า "เสนาะหู" และ "ด้วยเหตุว่า" ความหมายหลังได้กล่าวไปแล้ว ว่าใช้คำว่า "ย้อน" ส่วนความหมายแรกนั้น นอกจากคำว่า "ออนซอน" ที่ใช้ในความหมายแบบ ซาบซึ้งตรึงใจ ก็ยังมีอีกคำ ที่ใช้ในความหมายปกติ คือคำว่า "ม่วน" ซึ่งความจริงแล้ว ก็เป็นเพียงความหมายส่วนหนึ่ง:
ความหมายปกติของ "ม่วน" แปลว่า "สนุก" แต่อาจเป็นเพราะดนตรีอีสานส่วนใหญ่มีแต่จังหวะสนุกเร้าใจ เพลงที่เพราะ จึงหมายถึงเพลงที่ฟังแล้วสนุก
คำว่า "ม่วน" ที่เราได้ยินบ่อยที่สุด ก็จะอยู่ในวลี "ม่วนซื่นโฮแซว" ซึ่งรวมความว่า "สนุกสนานเบิกบานใจ" หรือในวลี "เว้าให้นัว หัวให้ม่วน" เป็นการเชิญชวนมาพูดจาปราศรัยกันให้หายคิดถึง
เจอคำคู่นี้ในหนังสือ "ภาษาพาเพลิน เล่ม ๑" (ชื่อคล้าย blog นี้เลย) ของ ช่วย พูลเพิ่ม เข้า ก็ยอมรับเหมือนกันว่าตัวเองก็สับสน อย่างชื่อวัด ก็มีวัดราชบพิธ วัดเบญจมบพิตร วัดบพิธพิมุข เวลาเขียนคำที่พระสงฆ์ใช้เรียกพระมหากษัตริย์ว่า "มหาบพิตร" ก็อาจสับสนเหมือนกัน
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒:
กล่าวคือ "บพิตร" พระสงฆ์ใช้เรียกเจ้านาย แต่ "บพิธ" นั้น ไม่เกี่ยว แปลว่า แต่ง หรือ สร้าง แค่นั้นเอง
ตัวอย่างเช่น วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดที่ ร.๕ ทรงสร้างขึ้น ใช้ผู้อำนวยการสร้างถึง ๓ คน จึงเสร็จการ ทรงนำเอาหลักโบราณมาใช้ คือสร้างพระมหาเจดีย์เป็นหลัก ห้อมล้อมด้วยระเบียง มีวิหารทิศสองวิหาร ทางทิศเหนือสร้างเป็นอุโบสถ ทางทิศใต้เป็นวิหาร ตกแต่งภายในแบบตะวันตก แต่ด้านนอกเป็นแบบไทย ยอดพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ความหมายชื่อวัด "ราชบพิธ" แปลว่า "กษัตริย์สร้าง"
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แต่เดิมเป็นวัดโบราณ ไม่ปรากฏผู้สร้าง เรียกว่า วัดแหลม หรือวัดไทรทอง ถึงรัชกาลที่ ๓ จึงมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ๕ พระองค์ทรงร่วมปฏิสังขรณ์ ร.๔ จึงพระราชทานนามว่า "วัดเบญจบพิตร" แปลว่า วัดของเจ้านาย ๕ พระองค์ ต่อมา ร.๕ ต้องเอาที่วัดดุสิตซึ่งเป็นวัดร้างสร้างพระราชวังดุสิต กับใช้เนื้อที่วัดร้างอีกวัดหนึ่งสร้างถนน จึงทรงเลือกเอาวัดเบญจบพิตร สถาปนาขึ้นใหม่แทนวัดทั้งสอง แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตร" แปลว่า วัดที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๕ ทรงสร้าง
วัดบพิธพิมุข เดิมชื่อวัดตีนเลน หรือวัดเชิงเลน เป็นวัดโบราณ กรมพระราชวังหลังทรงสถาปนาใหม่ในรัชกาลที่ ๒ แล้วพระราชทานนามว่า "วัดบพิธพิมุข"
อ้างอิง:
ดูเหมือนภาษาอีสานจะไม่มีคำว่า "เพราะ" ไม่ว่าจะในความหมายว่า "เสนาะหู" หรือ "ด้วยเหตุที่..." ความหมายว่า "ด้วยเหตุที่" ซึ่งเป็นสันธานเชื่อมความนั้น ภาษาอีสานใช้คำว่า "ย้อน" เช่น ในหนังเรื่อง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ จะมีประโยคที่หลวงพ่อพูดถึงนักประดาน้ำคนหนึ่ง ที่จมน้ำตายไป ว่า "มันตายย้อนเหล้า" แปลว่า "มันตายเพราะเหล้า" นั่นเอง ถ้าใช้ "ย้อนว่า.." แล้วตามด้วยอนุประโยค ก็เหมือน "เพราะว่า.." ในภาษากลางนั่นแล
ที่ใกล้เคียงกับ "ย้อน" ก็มีอีกคำ คือ "ขะหยอน"
ใช้เวลาที่รู้สาเหตุอะไรบางอย่าง ตัวอย่างเช่น "ขะหยอนเลาบ่ตื่นอิหยัง เลาฮู้แต่ดนแล้ว" (มิน่า แกไม่ตื่นเต้นตกใจอะไร แกรู้ตั้งนานแล้วนี่เอง) บางทีก็ตามด้วย "ล่ะ" เหมือน "มิน่าล่ะ" ในภาษากลางก็ได้
ว่าแล้วก็เลยย้อนมาพูดเรื่องหน่วยเสียง ย และ ญ สักนิด อย่างที่เคยเขียนถึงไปแล้ว ว่าเสียง ญ นั้น ตามหลักพยัญชนะวรรคแล้ว ญ เป็นพยัญชนะนาสิก คือมีเสียงออกจมูกเหมือนพยัญชนะนาสิกตัวอื่นๆ คือ ง ณ น ม (ทดสอบด้วยการอุดจมูกแล้วออกเสียง จะมีลมดัน) แต่เสียงนาสิกของ ญ ในภาษากลางได้หายไป แต่ในภาษาอีสานและภาษาลาว ยังคงรักษาไว้ พยัญชนะลาวจะมี ย ยุง (ຍ ຍຸງ) กับ ย ยา (ຢ ຢາ) ซึ่งเสียง ย ยุง จะมีเสียงนาสิก อยู่ในตำแหน่งเดียวกับ ญ หญิง ของไทย ส่วน ย ยา นั้น ไม่มีเสียงนาสิก อยู่ในตำแหน่ง ย ยักษ์ ของไทย และเสียง ย/ญ ส่วนใหญ่ของลาว จะเขียนด้วย ย ยุง (ซึ่งมีรูปร่างเหมือน ย ยักษ์ ของไทย แต่อยู่ในตำแหน่ง ญ หญิง) และออกเสียงนาสิก คำที่เขียนด้วย ย ยา มักเป็นคำ อย ควบ ของไทย เช่น อย่า อยู่ อย่าง อยาก และผันวรรณยุกต์เหมือนอักษรกลาง แต่ทั้งนี้ ก็มีคำที่ไม่ใช่ อย ควบ ของไทยที่เขียนด้วย ย ยา ด้วย เช่น คำว่า "ยา" เอง และมีบางคำในภาษาอีสานที่ผันวรรณยุกต์แบบ ย ยา เช่น ยาง [เอก] ย่าง [สามัญสูง] (เดิน) แต่ด้วยความที่ไม่เคยได้เรียนหลักภาษาอีสาน จึงไม่กล้ายืนยัน ว่าคำเหล่านี้สะกดด้วย ย ยา หรือไม่ (และไม่แน่ใจเรื่องเสียงนาสิกในบางคำเช่น "ยาง" ด้วย) ตรงนี้ออกจะเป็นจุดโหว่ของการไม่ได้เรียนภาษาท้องถิ่นในหลักสูตร (หรือแม้แต่การห้ามพูดภาษาถิ่นในโรงเรียน)
คนไทยเรียกคนผิวขาวว่า "ฝรั่ง" มานาน ดังจะมีสำนวนว่า "ฝรั่งมังค่า" หรือ "ฝรั่งตาน้ำข้าว" คำนี้ เคยมีเพื่อนฝรั่งสันนิษฐานว่า ชะรอยคนไทยจะรู้จักคนฝรั่งเศสเป็นชาติแรก โดยเพี้ยนคำว่า "ฟรองซ์" เป็น "ฝรั่ง" แต่มันก็ขัดกับข้อมูลที่เรารู้กันมา ว่าฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาติดต่อกับสยามคือโปรตุเกส ส่วนฝรั่งเศสเพิ่งจะเข้ามาในยุคท้ายๆ ของอยุธยา คือในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คนไทยรู้จักคนผิวขาวมานานกว่านั้น แต่จะว่าไป อิทธิพลฝรั่งเศสในสมัยพระนารายณ์ ก็ชวนให้คล้อยตาม ว่าถึงแม้จะไม่ใช่ชาติแรก แต่ก็อาจมีอิทธิพลมากพอก็เป็นได้ ก็เลยเก็บความสงสัยอยู่เรื่อยมา
ก็พอดีมาเจอในหนังสือ อภิธานศัพท์คำไทยที่มีที่มาจากภาษาต่างประเทศ ของกรมศิลปากร (เล่มเดิมน่ะแหละ) บอกว่า คำว่า "ฝรั่ง" มีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับว่า "ฟารานจิ" (Faranji) และแผลงเป็นคำว่า "ฟิริงกิ" (Firingi) ในภาษาเปอร์เซีย (โห.. ผิดคาดไปไกลเหมือนกันแฮะ)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า "ชาวยุโรปแรกเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม มีแต่โปรตุเกสชาติเดียวตลอดเวลาเกือบร้อยปี แต่ไทยเรียกว่า 'ฝรั่ง' ตามอย่างพวกชาวอินเดีย ซึ่งเรียกชาวยุโรปไม่ว่าชาติใดๆ ว่า 'ฟรังคีส' ไทยจึงเรียกว่า 'ฝรั่ง' ทั้งยุโรปและอเมริกามาจนทุกวันนี้"
หนังสือบรรยายต่อไปว่า ฝรั่งโปรตุเกสเข้ามาในสยามตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๕๔ ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ หลังจากที่อัลฟอนโซ ดัลบูเคอร์ก ตีเมืองมะละกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาก่อนได้ จึงส่งทูตเข้ามาแจ้งและขอทำสัมพันธไมตรีด้วย จนทำสัญญาต่อกันในปี พ.ศ. ๒๐๕๙ และหลังจากนั้น ชาวโปรตุเกสก็เข้ามาพำนักอาศัยในสยามเพิ่มขึ้น ในศึกสงคราม เช่น ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราช ก็มี "ฝรั่งวิลาศโปรตุเกส" อยู่ในกองทัพ และทำความดีความชอบหลายครั้ง
ฝรั่งชาติที่สองที่เข้ามาในสยาม ก็คือสเปน ใน พ.ศ. ๒๑๔๑ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช หลังโปรตุเกสถึง ๘๒ ปี ซึ่งในตอนนั้นสเปนได้ผนวกโปรตุเกสเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร จึงพยายามติดต่อประเทศที่โปรตุเกสเคยติดต่อด้วย
ถัดมาเป็นชาวฮอลันดา ซึ่งได้เข้ามาถวายปืนใหญ่แด่สมเด็จพระนเรศวรในปี ๒๑๔๗ และบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาได้เข้ามาตั้งสถานีในสยามในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ
ถัดมาคืออังกฤษ ซึ่งเข้ามาใน พ.ศ. ๒๑๕๕ สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เพื่อติดต่อการค้า แต่ก็ยังสู้อิทธิพลของฮอลันดาไม่ได้
ถัดมาจึงเป็นฝรั่งเศส เป็นชาติสุดท้ายที่เข้ามาในสมัยอยุธยา เข้ามาในปี ๒๒๐๕ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยฝรั่งเศสนั้น มีจุดประสงค์เพื่อเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ซึ่งปรากฏว่า สยามและฝรั่งเศสมีการแลกเปลี่ยนทูตกันหลายครั้ง ชาวฝรั่งเศสเองก็มีอิทธิพลในราชสำนักมากกว่าชาติอื่นๆ จนในรัชกาลต่อมา สมเด็จพระเพทราชาต้องทรงพยายามลดทอนอำนาจฝรั่งเศส ด้วยการขับไล่บาทหลวงฝรั่งเศสออกนอกประเทศ
ส่วนฝรั่งชาติอื่นๆ เข้ามาสยามในสมัยรัตนโกสินทร์
ฝรั่งโปรตุเกสที่เข้ามาช้านานนั้น ได้ทิ้งร่องรอยทางวัฒนธรรมไว้หลายอย่าง เช่น ขนมฝอยทอง หรือแม้แต่ผลไม้ที่เรียกว่า "ฝรั่ง" ที่มีถิ่นกำเนิดที่หมู่เกาะอินเดียตะวันตกจนถึงเปรูนั้น ก็มีผู้สันนิษฐานว่าจะเป็นชาวโปรตุเกสนำเข้ามาปลูก แล้วคนไทยก็เรียกชื่อผลไม้ของ "ฝรั่ง" ว่า "ฝรั่ง" ไปด้วย
ส่วนชื่อเรียก "ฝรั่ง" (ผลไม้) ในภาษาถิ่นต่างๆ นั้น ดูได้จาก รวมชื่อผลไม้ ใน Lang4Fun แห่งนี้
อ้างอิง:
คำว่า "ไค" ในภาษาอีสานใช้ได้หลายอย่าง ที่ได้ยินกันบ่อยที่สุดคงเป็นวลี "ไคแหน่" แปลว่า "ค่อยยังชั่วหน่อย" เหมือนในเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ว่าลุงคนหนึ่งทำงานโรงงานย้อมด้าย วันหนึ่งไปเที่ยวกรุง เดินเหนื่อยมาทั้งวัน เลยไปนั่งพักสั่งก๋วยเตี๋ยว พอได้ลงนั่งก็บิดขี้เกียจคลายเมื่อย บิดแขนบิดไหล่พลางว่า "อ้าห์.. ไคแหน่.." จิ๊กโก๋แถวนั้นเห็นอากัปกิริยาและคำพูด นึกว่าท้าทายถามว่า "ใครแน่" เลยลุกอาดๆ เข้าไปหาลุง ถามว่า "เฮ้ย มึงแน่มาจากไหน" ลุงก็ตอบประสาซื่อด้วยสำเนียงอีสานว่า "ย้อมด้าย" [ย่อมด้าย] "โห.. แน่จริงว่ะ ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงมาก" จิ๊กโก๋นึกในใจ พลางประเคนหมัดเข้าที่ปลายคาง แล้วเรื่องต่อมาก็ตามสเต็ปของมุกคนอีสานโดนอัด ลุงแกตกใจอุทานว่า "อย่าทำข้อยๆ" จิ๊กโก๋ยิ่งเดือดว่าโดนท้าว่าอย่าทำค่อย เลยเป็นคราวซวยของลุงแก
คำว่า "ไค" ยังใช้กับอาการที่ "ดีขึ้น" หรือ "ทุเลาลง" เช่น คนเริ่มสร่างไข้จะตอบคนที่ถามอาการว่า "ไคแล้วล่ะ" แปลว่า "ดีขี้นแล้วล่ะ" หรือการพูดถึงเหตุการณ์ในแง่ดี ในทำนอง "นี่ยังดีนะ" เช่น ไปโดนแก๊งต้มตุ๋นตกทองมา แต่ยังไม่เสียไปทั้งหมด ก็อาจจะพูดว่า "ไคตั้ว บ่ให้มันไปเหมิด" (นี่ยังดีนะ ที่ไม่ได้ให้มันไปหมด)
นอกจากนี้ "ไค" ยังใช้ในคำว่า "ซะไค" ในการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่น่าจะเป็นอีกแบบ เช่น ในช่วงที่หุ้นตก แต่ดันถือหุ้นอยู่ในมือมากมาย ก็อาจจะบ่นว่า "ซะไคข้อยบ่ขายหุ้นไปแต่มื้อก่อน" ความหมายก็ประมาณ "รู้งี้ขายหุ้นไปแต่วันก่อนซะก็ดี"
ขออนุญาตอ้างถึงการสุ่มตัวอย่างอย่างไม่ตั้งใจในประสบการณ์ตรง (คือจากสถิติการสะกดนามสกุลผมเองโดยบุคคลต่างๆ) พบว่า เกิน 80% ของกลุ่มตัวอย่าง สะกดคำว่า "การุญ" หรือ "การุณย์" ผิด โดยมักสะกดเป็น "การุณ" คาดว่าน่าจะสับสนกับคำว่า "กรุณา"
คำว่า "การุญ" เป็นคำบาลี มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า
ส่วนคำว่า "กรุณา" นั้น ก็หมายถึงความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เป็นหนึ่งในพรหมวิหาร ๔ นั่นแล ซึ่งเราจะคุ้นกับคำนี้ในชีวิตประจำวันมากกว่า ในขณะที่ "การุญ" หรือ "การุณย์" จะเป็นภาษาเขียน ใช้ในบทกวีเสียเยอะ แต่อันที่จริง ทั้งสามคำก็มีความหมายเหมือนกัน เพียงแต่เป็นการผันคำแบบต่างๆ ในภาษาบาลีนั่นเอง (กรุณา + ณฺย ปัจจัยในภาวตัทธิต แล้วแปลงเป็น การุญฺญํ แปลว่า ความกรุณา --รายละเอียดอ่านในหนังสือบาลีไวยากรณ์ครับ ผมก็ไม่รู้เรื่องมากนัก)
"...หากคุณการุณย์ ก็ส่งรูปคุณให้ดูแทนหน้า ช่วยเซ็นรูปไป ว่ามอบด้วยใจสาวโรงทอผ้า..."
อย่าลืม "ย์" นะครับ หรือไม่ก็ใช้ ญ หญิง สะกด โดยไม่ต้องใส่การันต์ เป็น "การุญ" ไปเลย
เมื่อวานไปเดินงานไหมวันสุดท้าย พ่อค้าแม่ค้าตามซุ้มต่างๆ หลายซุ้มเริ่มเลหลัง เพราะไม่อยากเหลือของกลับบ้าน โดยเฉพาะสินค้าที่มีอายุไม่มากอย่างพวกของกิน แต่บางเจ้าก็ไม่ได้อยากเลหลัง เพราะสินค้ายังเก็บได้นาน เอาไปขายงานอื่นต่อได้ แต่คนซื้อก็ยังพยายามต่อราคา ด้วยเห็นเป็นวันสุดท้าย จนมีเสียงตะโกนเล็ดลอดออกมาจากแม่ค้า
"โอ้ย.. ซิให้หลูด(ลด)อีกปานใด๋ เหลือโตน(สงสาร)แม่ค้าแหน่ ให้กำไรกันจักหน่อยเถาะ.."
คำว่า "เหลือโตน" หรือ "อี่โตน" ในภาษาอีสาน แปลว่า "สงสาร" หรือ "เห็นใจ" อย่างถ้าไปเห็นเด็กตัวเล็กๆ ตกระกำลำบาก แล้วรู้สึกสงสาร จะใช้คำว่า "อี่โตน" หรือ "เหลือโตน" ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะได้ยินคำว่า "อี่โตน" บ่อยกว่า
เก็บตกงานไหมอีกสักหน่อย.. ข้อมูลจากคุ้มศิลปะวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเพณีผูกเสี่ยว ทำให้ได้แง่คิด ว่าการเปรียบเทียบคำว่า "เสี่ยว" กับวัฒนธรรมอื่น อาจทำให้เข้าใจความหมายของคำนี้ได้ดีขึ้น เขายกตัวอย่างของ "เสี่ยว" ในประวัติศาสตร์ เช่น เมื่อสามกษัตริย์ คือพญามังราย พ่อขุนรามคำแหง และพญางำเมือง กรีดเลือดสาบานกันเป็นสหาย อันนำไปสู่การสร้างเมืองเชียงใหม่ การสาบานเป็นสหายครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นความหมายที่เหมือนกับการ "ผูกเสี่ยว" ของอีสาน หรือในครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเชิญผู้ที่เกิดวันเวลาเดียวกับพระองค์ มาร่วมสังสรรค์และดื่มเลือดสาบานเป็น "พระสหชาติ" นั่นก็เป็นความหมายของ "เสี่ยว" ได้เช่นกัน
อ่านแล้วนึกเหมือนผมไหม? ผมนึกไปถึงการสาบานในสวนท้อของ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย เป็นพี่น้องกัน ขอร่วมเป็นร่วมตายกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่ นั่นก็คือความหมายของ "เสี่ยว" เหมือนกัน แล้วก็เลยรวมไปถึงการกราบไหว้ฟ้าดิน สาบานเป็นพี่น้องกันในหนังจีนทั่วๆ ไปด้วย
มีคนจีนที่ไหน มีประทัดที่นั่น ความจริงแล้ว ดินปืนที่ใช้ทำประทัดนั้น ถือเป็นหนึ่งใน "สี่ประดิษฐ์" ชิ้นเอกของจีนโบราณที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมของโลก (สี่ประดิษฐ์ ได้แก่ เข็มทิศ กระดาษ ดินปืน และเทคนิคการพิมพ์) และไม่เป็นที่สงสัยว่า ประทัดนั้น ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกโดยชาวจีน แต่คำว่า "ประทัด" ในภาษาไทยนั้น ไม่ได้มาจากภาษาจีน พระยาอนุมานราชธนได้อธิบายไว้ว่า "ประทัด" มาจากภาษามลายูว่า Petas [เปอะทัส] ซึ่งแปลว่า น้ำที่ปุดเดือดเป็นฟองขึ้นมา และแปลว่าประทัดด้วย แต่ในพจนานุกรมเล่มเก่าไม่มีคำว่า Petas มีแต่ Petus หรือ Pettus แปลว่า สายฟ้า คาดว่า Petas น่าจะเป็นคำที่เกิดใหม่ โดยวิวัฒน์มาจากคำเก่าที่แปลว่าสายฟ้า ส่วนข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่งที่ว่า ประทัด น่าจะมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า Petard ที่แปลว่า ปืนใหญ่ นั้น ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะความหมายไม่ตรงเท่า Petas ในภาษามลายู และประทัดก็แพร่หลายในชาวเอเชียมากกว่ายุโรป
ขุนศิลปกิจจพิสัณห์ หมายเหตุไว้ว่า คำว่า petas นี้ มลายูรับมาจากฮินดูสตานีอีกต่อหนึ่ง
ส่วนในภาษาจีน ต้นตำรับประทัดนั้น เรียกประทัดว่า 炮竹 [แต้จิ๋ว: เผ่าเต็ก, จีนกลาง: เผ่าจู๊] แปลว่า "ไผ่ระเบิด" แต่ภาษาชาวบ้านจะได้ยินคำว่า "ผ้งเผีย" มากกว่า (ยังหาตัวเขียนไม่ได้)
ตำนานกำเนิดประทัดของจีน เล่ากันว่า ในสมัยโบราณมีตัวประหลาดบนภูเขา เรียกว่า ซานเซียว รูปร่างคล้ายคน มีขาเดียว สูงไม่ถึงเชียะ เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ไม่กลัวคน เล่ากันว่าเมื่อสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ พวกซานเซียวจะลงมาขโมยของกินในหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องช่วยกันขับไล่ แต่พอจับตัวได้ก็จะเจ็บป่วย เลยไม่มีใครกล้าสู้กับซานเซียว เผอิญวันหนึ่ง ชาวบ้านเอาปล้องไม้ไผ่มาทำฟืนหุงหาอาหาร แล้วซานเซียวก็มา ชาวบ้านไม่รู้จะทำอย่างไร ก็พอดีไม้ไผ่ในกองไฟเกิดระเบิดขึ้น ทำให้ซานเซียวชะงัก ไม่กล้าเข้าใกล้ ชาวบ้านรู้ว่าซานเซียวกลัวเสียงไม้ไผ่แตก ก็เลยเตรียมไม้ไผ่ไว้จุดไล่ซานเซียว หลังจากนั้น ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ ชาวบ้านจะจุดไผ่ระเบิดไล่ซานเซียวตอนเช้าตรู่ เป็นประเพณีสืบเนื่องกันมา
คำว่า "ประทัด" ภาษาท้องถิ่นเรียกเหมือนกันไหมหนอ? คิดว่าน่าจะมีคำพื้นถิ่นที่ไม่ใช่ภาษามลายู
อ้างอิง:
ขยายความเรื่อง "คันคาก" ในภาษาอีสานที่แปลว่า "คางคก" ที่วันก่อนเคยเขียนถึง ว่ามีนิทานพื้นบ้านเรื่อง "พญาคันคาก" อันเป็นต้นกำเนิดของประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นบุญเดือนหกในฮีตสิบสองคองสิบสี่ของชาวอีสาน
ณ เมืองชมพู พระนางสีดา มเหสีของพญาเอกราชผู้ครองเมือง ได้ให้กำเนิดโอรสลักษณะแปลกประหลาด คือผิวกายเหลืองอร่ามดั่งทองคำ แต่เป็นตุ่มตอเหมือนผิวคางคก คนทั้งหลายจึงขนานนามพระกุมารว่า ท้าวคันคาก ซึ่งคันคาก แปลว่าคางคก
เมื่อเติบใหญ่ขึ้น พระกุมารประสงค์จะได้พระชายาที่มีสิริโฉมงดงาม แต่พญาเอกราชได้ห้ามปรามไว้ ด้วยทรงอับอายในรูปกายของท้าวคันคาก แต่ท้าวคันคากก็ไม่ย่อท้อ ได้ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากพระอินทร์ ด้วยบุญบารมีแต่ชาติปางก่อนของท้าวคันคาก พระอินทร์จึงเนรมิตปราสาทพร้อมทั้งประทานนางอุดรกุรุทวีป ผู้เป็นเนื้อคู่ให้เป็นชายา ส่วนท้าวคันคากเอง ก็ถอดรูปกายคันคากออกให้ กลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม
พญาเอกราชยินดีกับพระโอรส จึงสละราชบัลลังก์ให้ครองเมืองต่อ ทรงพระนามว่า พญาคันคาก พญาคันคากตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มีเดชานุภาพเป็นที่เลื่องลือ จนเมืองน้อยใหญ่ต่างมาสวามิภักดิ์ แต่ก็ทำให้มีผู้เดือดร้อน คือพญาแถนผู้อยู่บนฟากฟ้า เพราะมนุษย์หันไปส่งส่วยให้พญาคันคากจนลืมบูชาพญาแถน จึงแกล้งงดสั่งพญานาคให้ไปให้น้ำในฤดูทำนา ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง ชาวเมืองจึงไปร้องขอพญาคันคากให้ช่วย
พญาคันคากจึงเกณฑ์กองทัพสัตว์มีพิษทั้งหลาย ได้แก่ มด ผึ้ง แตน ตะขาบ กบ เขียด เป็นอาทิ ทำทางและยกทัพขึ้นไปสู้กับพญาแถน โดยส่งมดปลวกไปกัดกินศัตราวุธของพญาแถนที่ตระเตรียมไว้ก่อน ทำให้เมื่อถึงเวลารบ พญาแถนไม่มีอาวุธ แม้จะร่ายมนต์ ก็ถูกเสียงกบ เขียด ไก่ กา กลบหมด เสกงูมากัดกินกบเขียด ก็โดนรุ้ง (แปลว่าเหยี่ยว) ของพญาคันคากจับกิน ทั้งสัตว์มีพิษก็ยังไปกัดต่อยพญาแถนจนต้องยอมแพ้ในที่สุด
พญาคันคากจึงเริ่มเจรจาต่อพญาแถน ขอให้เมตตาชาวเมือง ประทานฝนตามฤดูกาลทุกปี พญาแถนแสร้งว่าลืม พญาคันคากจึงทูลเสนอว่าจะให้ชาวบ้านจุดบั้งไฟขึ้นมาเตือน พญาแถนก็เห็นชอบด้วย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกๆ เดือนหกซึ่งเป็นช่วงเริ่มฤดูทำนา ชาวอีสานจึงมีประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถน เพื่อจะได้อำนวยความสะดวกตลอดฤดูเพาะปลูก และเมื่อพญาแถนประทานฝนลงมาถึงพื้นโลกแล้ว บรรดากบเขียดคางคกที่เป็นบริวารของพญาคันคาก ก็จะร้องประสานเพื่อแสดงความขอบคุณต่อพญาแถน
เพิ่มเติม:
ชื่อ "ถั่วลันเตา" ฟังทีแรกดูคล้ายกับภาษาแขกชวามลายู แต่แท้ที่จริง มีที่มาจากภาษาจีนว่า 荷蘭豆 [แต้จิ๋ว: ห่อลังเต่า] แปลตามตัวอักษร 荷蘭 แปลว่า "ฮอลแลนด์" หรือ "ฮอลันดา" ส่วน 豆 คือ "ถั่ว" (คำเดียวกับ "เต้า" ใน "เต้าหู้", "เต้าฮวย", "เต้าส่วน", "เต้าทึง" นี่แหละ) รวมความเป็น "ถั่วฮอลแลนด์"
จากภาษาจีน พอแปลงเป็นภาษาไทย ทิ้งคำหน้าไปหนึ่งคำ เหลือ "ลันเตา" แล้วก็เติมคำว่า "ถั่ว" ข้างหน้าบอกสกุลเสีย ก็กลายเป็นถั่วลันเตา แทบไม่เหลือร่องรอยความหมายเดิม บ๊ะ.. แปลงโฉมได้แนบเนียนแท้
อ้างอิง:
คั่นรายการรวมมิตร ให้ webmaster ชาวถิ่นได้พักหายใจหน่อยดีกว่า เผอิญว่าไปได้ข้อมูลใหม่มาจากคุ้มวัฒนธรรมในงานเทศกาลไหม เกี่ยวกับคำว่า "งาย" กับ "ส๎วาย" [สวย] โดยในแผ่นพับเกี่ยวกับ "พาแลง" อธิบายว่า..
"คำว่า 'แลง' หมายถึง เวลาเย็นจนถึงหัวค่ำ ถ้าเวลาก่อนเที่ยง ภาษาถิ่นจะเรียกว่า 'งาย' หรือ 'เวลางาย' ถ้าเป็นเวลาเที่ยงถึงก่อนเย็นหรือค่ำ เรียกว่า 'สวย' หรือ 'เวลาสวย' เวลารับประทานอาหารตั้งแต่เช้าถึงก่อนเที่ยง เรียกว่า 'กินข้าวงาย' ตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงก่อนค่ำ เรียกว่า 'กินข้าวสวย' ถ้าตั้งแต่ค่ำหรือเย็นไปจนถึงกลางคืน เรียกว่า 'กินข้าวแลง'"
ซึ่งเท่ากับว่า 'เวลาสวย' หมายถึงตอนบ่าย ไม่ใช่ตอนสาย แต่เวลาสายจะเรียก 'เวลางาย' แต่เมื่อสอบถามคนอีสานที่รู้จัก ไม่มีใครเข้าใจอย่างนี้เลย ต่างเข้าใจว่า 'เวลาสวย' หมายถึงตอนสายทั้งนั้น แต่ 'กินข้าวงาย' หมายถึงมื้อเช้า และ 'กินข้าวสวย' หมายถึงมื้อเที่ยง อันนี้ตรงกัน ส่วน 'กินข้าวแลง' นั้น หมายถึงมื้อเย็นเหมือนกันหมด ไม่มีปัญหา
คุณครูวันชัย (คนเดิม) อธิบายว่า 'ตอนเซ้า' หมายถึงเวลาเช้าตรู่ 'ตอนงาย' หมายถึงเวลากินข้าวเช้า คือราวๆ 6-8 โมงเช้า ถ้าเลยจากนั้นเรียกว่า 'ตอนสวย' ไปจนถึงเวลากินข้าวเที่ยง (รวมมื้อเที่ยงด้วย) เวลาหลังข้าวเที่ยง เรียกว่า 'ตอนบ่าย' เวลากินข้าวเย็นเรียกว่า 'ตอนแลง' หลังจากนั้นไปจนถึงเที่ยงคืน เรียกว่า 'ตอนค่ำ' และเริ่มเรียก 'ตอนเดิก' (ตอนดึก) ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งควรเลิกตำข้าว แล้วเข้านอนได้แล้ว
สำหรับผม ใช้คำว่า 'สวย' กับเวลาสายตลอด เป็นไปได้ว่า ภาษาเก่าอาจใช้กับตอนบ่าย แต่ปัจจุบันมีการผสมกลมกลืนกับภาษากลางไปแล้ว?
แมลงเป็นสัตว์ที่มีจำนวนสปีชีส์มากที่สุด จึงน่าจะมีคำท้องถิ่นเรียกเยอะแยะ รวมทั้งตัวอ่อนของแมลงก็ยังมีชื่อเรียกต่างหากอีก
| กลาง | เหนือ | อีสาน | ใต้ |
|---|---|---|---|
| แมลงปอ | กำปี้ | แมงกะบี้, แมงคันโซ้ | แมงปอ |
| ผีเสื้อ | กำเบ้อ | แมงกะเบื้อ | แมงพี้,แมงบี้ |
| กว่าง | กว่าง | แมงคาม | - |
| แมงป่อง | แมงป่อง | แมงงอด | แมงปอง |
| แมลงทับ | แมงตับ (ทอง) | แมงคับ | แมงพลับ |
| จิ้งหรีด | จะหีด, จิ้งหรีด, จะหรีด | จิ้งหรีด, แมงจี่นาย, แมงจี่หล้อ [หล่อ] | - |
| จิ้งโกร่ง | - | แมงจี่ป่ม | - |
| แมงกินูน | แมงนูน | แมงกินูน | - |
| ด้วงขี้ควาย | - | แมงกุดจี่ | จู้จี้ขี้ควาย |
| แมลงกระชอน | แมงจอน | แมงซอน, แมงกิซอน | แมงชอน |
| กิ้งกือ | แมงขี้เต๋า, แมงแสนตี๋น | แมงบ้งกือ | จิ้งกือ,ผ้ึงกือ |
| กลาง | เหนือ | อีสาน | ใต้ |
|---|---|---|---|
| ลูกน้ำ | - | แมงง้องแง้ง | - |
| ตัวไหม | - | แมงหม่อน | - |
| บุ้ง | แมงบ้ง | แมงบ้ง | - |
หมายเหตุ
สัตว์น่าจะเป็นหมวดที่มีคำเรียกภาษาถิ่นต่างกันมาก ขอเริ่มจากสัตว์จตุบาท (สัตว์สี่เท้า) ก่อน
| กลาง | เหนือ | อีสาน | ใต้ |
|---|---|---|---|
| จิ้งจก | จั๊กกิ้ม | ขี้เกี้ยม | - |
| ตุ๊กแก | โต๊กโต | กับแก้ | ตับแก(บางถิ่น) |
| กิ้งก่า | จั๊กก่า | (ขี้)กะปอม | จิ้งกา,ผึ้งกา |
| คางคก | - | (ขี้)คันคาก | - |
| จระเข้ | - | แข้ | เข้ |
| วัว | งัว | งัว | งัว |
| เก้ง | - | ฟาน | - |
| พังพอน | - | จอนฟอน | - |
| ชะมด | - | - | มดสัง |
| จิ้งเหลน | - | ขี้โกะ | - |
| ตะกวด | - | แลน | กวด,แลน |
หมายเหตุ
พฤศจิกายน 2004 ธันวาคม 2004 มกราคม 2005 กุมภาพันธ์ 2005 เมษายน 2005 พฤษภาคม 2005 มิถุนายน 2005 กรกฎาคม 2005 กันยายน 2005 พฤศจิกายน 2005 มกราคม 2006 เมษายน 2006