Lang4Fun

ภาษาพาสนุก.....

วันเสาร์, มกราคม 22, 2548

 

ภาษาอีสาน: ขิว

กลิ่นที่แหลมเสียดจมูก และอาการถูกกระทบกระทั่งทางจิตใจที่ทำให้ขัดเคือง ไม่พอใจ ที่ภาษากลางเรียกว่า "ฉุน" นั้น คำอีสานใช้คำว่า "ขิว"

ขิว ว. (กลิ่น) ฉุน, ก. โกรธเคือง, ไม่พอใจ.

และเนื่องจากเสียง ข ไข่ ในบางถิ่น จะออกเป็นเสียงกล้ำระหว่าง ข ไข่ กับ ฉ ฉิ่ง ซึ่งเสียง ฉ ฉิ่ง จะเด่นกว่า จึงอาจจะได้ยินเป็น "ฉิว" บ้าง (แถวบ้านที่ขอนแก่น ได้ยินแต่ "ฉิว" มาตลอด แถมอารมณ์มันคล้าย "ฉุน" เสียด้วย เพิ่งมาเรียนรู้ว่าจริงๆ เขียนว่า "ขิว" ก็ตอนที่อ่านหนังสือพื้นบ้าน และตอนที่เริ่มได้ยินสำเนียงต่างถิ่นมากขึ้นนี่เอง)


วันพุธ, มกราคม 19, 2548

 

ภาษากลาง: จุติ

คำว่า "จุติ" นี้ ดูจะใช้กันสับสน ที่แน่ๆ คือเป็นคำที่ใช้แก่เทวดาเมื่อสิ้นบุญจากสวรรค์ ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ คำว่า "จุติ" นี้ จึงถูกแปลความหมายว่า "เกิด" บ่อยๆ แต่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายไว้ว่า:

จุติ ก. ตาย (มักใช้แก่เทวดา). (ป.; ส. จฺยุติ).

กล่าวคือ ตามคติทางธรรมนั้น การเปลี่ยนภพมีสองขั้นตอนหลักๆ (ไม่ขอพูดถึงขั้นตอนย่อยๆ เดี๋ยวจะยาว) คือ จุติ ซึ่งตรงกับการ "ตาย" ในความหมายปกติ กับ ปฏิสนธิ ซึ่งหมายถึงการ "เกิด" (สองคำนี้ นักสนทนาธรรมใน TLWG คงจะได้ยินกันจนชิน) ดังนั้น การพูดว่า "เทวดาลงมาจุติ" จึงฟังดูขัดๆ แต่ถ้าพูดว่า "เทวดาจุติลงมา" แบบนี้ฟังได้ใจความ

คำว่า "จุติ" มักใช้กับเทวดา แต่วรรณคดีบางเรื่องก็นำมาใช้กับมนุษย์ด้วย เช่น ในมหาชาติภาคพายัพ ฉบับสร้อยสังกร อานิสงส์การสร้าง มีร่ายตอนหนึ่งว่า:

ปุคคละผู้ใดหนา ได้ฟังธรรมเทศน์
ชื่อมหาเวสสันดร คันผู้นั้นจุติจรตายจาก
ได้พลัดพรากเมืองคน ก็จักได้เอาตนเมือเกิด
ห้องฟ้าเลิศทิพพอาวาสา

อย่างไรก็ดี หากพูดถึงความหมายบาลีจริงๆ แล้ว คำว่า "จุติ" นี้ แปลว่า "เคลื่อน" และพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้คำจำกัดความของ "จุติ" ใหม่ ว่า:

จุติ ก. เคลื่อน, เปลี่ยนสภาพจากกำเนิดหนึ่ง ไปเป็นอีกกำเนิดหนึ่ง, (มักใช้แก่เทวดา). (ป.; ส. จฺยุติ).

กล่าวคือ ย้อนกลับไปหารากศัพท์ โดยมาเน้นที่ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งแม้จะในความหมายว่า "ตาย" หรือ "เคลื่อน" ก็เป็นมโนทัศน์ของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนขั้นที่เรียกว่า "เกิด" แน่ๆ

อ้างอิง:


วันจันทร์, มกราคม 17, 2548

 

ภาษาใต้ : ลูกผุน

หายไปนานเลยสำหรับภาษาใต้ ได้ข่าวแว่วๆ ว่าพี่เทพจะประกาศหาใน missingpersons ซะแล้ว.. ช่วงที่ผ่านมาก็วุ่นๆ ประกอบกับขี้เกียจด้วยเลยไม่ค่อยได้เขียน blog วันนี้เลยเขียนสักหน่อย

คำว่าลูกผุน ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกหรือไม่ หมายถึง พวกชามกินข้าว ใส่แกง นึกไม่ออกก็นึกถึงกะละมังย่อส่วนเอา แต่บ้านผมเรียกลูกโคมแฮะ แถวทางตรัง หรือภาคใต้ตอนล่างจะเรียกลูกผุนกัน แรกผมเองก็งงๆ ว่ามันคืออะไร..

วันอาทิตย์, มกราคม 09, 2548

 

ภาษาอีสาน: เมือบ้าน

เทศกาลปีใหม่ การจราจรสายที่ถือว่าคับคั่งมากที่สุดเห็นจะเป็นสายอีสาน เพราะชาวอีสานที่กระจายกันไปทำงานในเมืองหลวง และตามภูมิภาคต่างๆ มากมาย พากัน "เมือบ้าน"

เมือ ก. กลับคืนสู่.

คำว่า "เมือ" บางท้องถิ่น เช่น ขอนแก่น จะออกเสียงเป็น "เมีย" เพราะไม่มีเสียงสระเอือ แต่ถ้าไปตามตลาด จะเห็นพูดทั้ง "เมือ" และ "เมีย" ปนกัน เพราะพ่อค้าแม่ขายเอง ก็หอบของมาขายจากท้องถิ่นอื่นเหมือนกัน

ใครเคยได้อ่าน ลิลิตพระลอ จะเห็นศัพท์พื้นถิ่นไทยเหนือ-อีสานอยู่ประปราย ในบรรดานั้น มีคำว่า "เมือ" ซึ่งแปลว่า "กลับคืนสู่" นี้อยู่ด้วย (ขออภัยที่หนังสือไม่ได้อยู่กับตัว ไม่สามารถยกมาเป็นตัวอย่างได้) ทั้งๆ ที่คำเมืองล้านนาจะใช้คำว่า "ปิ๊ก" ตรงนี้ยังไม่ทราบที่มาที่ไปเหมือนกัน

สำหรับคำว่า "บ้าน" นี้ มีเกร็ดที่น่าสังเกตว่า ภาษาอีสานจะเรียก "บ้าน" กับ "เฮือน" (เรือน) แยกกันชัดเจน โดย "บ้าน" มีความหมายเหมือน home และ "เฮือน" เหมือน house ของฝรั่ง ดังนั้น คุณจะ "เมือบ้าน" และ "ปลูกเฮือน" แต่จะไม่ "เมือเฮือน" (ความจริงก็พูดได้เหมือนกัน แต่ความหมายดูแปลกๆ คือเจาะจงสถานที่ไปหน่อย) แต่ในบริบทที่พูดแบบเจือภาษากรุงเทพฯ ก็อาจจะใช้ "บ้าน" แทนไปหมดทั้งบ้านทั้งเฮือนบ้าง ตามความเคยชิน

นอกจากนี้ คำว่า "เรือน" ที่ใช้ใน "เรือนกาย" หรือ "เรือนผม" ในภาษากลางนั้น ภาษาอีสานก็ใช้เหมือนกันทุกประการ ดังจะมีหลักลักษณะหญิงที่ดีของอีสาน ว่าควรมี "เฮือนสามน้ำสี่" เฮือนสาม ได้แก่ เฮือนผม เฮือนไฟ (ครัว) และเฮือนนอน เฮือนทั้งสาม ต้องรู้จักรักษาให้สะอาดตลอดเวลา ส่วนน้ำสี่ ได้แก่ น้ำกิน น้ำใช้ น้ำเต้าปูน (สำหรับกินหมากในสมัยก่อน) และน้ำใจ น้ำเหล่านี้ต้องให้สะอาดและให้เต็มบริบูรณ์อยู่เสมอ


วันพุธ, มกราคม 05, 2548

 

ภาษาอีสาน: ตะเว็น, อีเกิ้ง

ไหนๆ ภาษากลางก็พูดถึงดวงอาทิตย์ไปแล้ว ภาษาอีสานเรียกดวงอาทิตย์ว่า "ตะเว็น" ซึ่งเหมือนกับ "ตะวัน" ในภาษากลางนั่นเอง คำว่า "เว็น" ในภาษาอีสาน หมายถึง "วัน" ในภาษากลาง เฉพาะในความหมายว่า "ในเวลากลางวัน" เท่านั้น เช่น "มาแต่เว็นแท้" หมายถึง "มาแต่วันเชียวนะ" หรือ "กางเว็นไปไสมา" หมายถึง "ตอนกลางวันไปไหนมา" ส่วน "วัน" ที่เป็นหน่วยเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองนั้น ภาษาอีสานใช้คำว่า "มื้อ"

เว็น ว. กลางวัน.

ตะเว็น น. ตะวัน.

มื้อ น. วัน.

ส่วนดวงจันทร์หรือดวงเดือนนั้น คำเรียกอีสานออกจะแปลกสักหน่อย:

อีเกิ้ง น. ดวงจันทร์.

ปล. ภาษาใต้เจ้าของเว็บหายไปไหนหว่า..


วันจันทร์, มกราคม 03, 2548

 

ภาษากลาง: อาทิตย์ (+ อุษา, อรุณ)

ดวงอาทิตย์ เป็นสัญลักษณ์ของวันใหม่ โดยที่ดวงอาทิตย์เอง ก็เป็นแหล่งพลังงานหลักให้แก่โลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพลังลม พลังน้ำ พลังความร้้อน พลังงานจากอาหาร หากสืบต้นตอแล้ว ก็ล้วนมาจากดวงอาทิตย์แทบทั้งสิ้น จึงไม่น่าแปลกอะไร ที่วัฒนธรรมต่างๆ จะนับถือดวงอาทิตย์ และถือเอาเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความหวัง และโอกาส

สำหรับไทยเรา ก็รับเอาพระสุริยาทิตย์ของฮินดูเข้ามาทางวรรณคดี และใช้คำว่า "ดวงอาทิตย์" เรียกแทนคำว่า "ตะวัน"

คำว่า "อาทิตย์" โดยรากศัพท์แปลว่า "โอรสแห่งพระนางอทิติ" พระนางอทิติเป็นมเหสีของพระกัศยปซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นเทพบิดร เพราะนอกจากจะเป็นบิดาของทั้งเทพเจ้าองค์สำคัญแล้ว ยังเป็นบิดาของครุฑ นาค แทตย์ ทานพ รากษส และปิศาจ อันเกิดจากชายาองค์ต่างๆ อีกด้วย ซึ่งเหล่าแทตย์ (โอรสนางทิติ) ทานพ (โอรสนางทนุ) และรากษส สามเหล่านี้ รวมเรียกว่า "อสูร" ซึ่งเป็นศัตรูของเหล่าเทพนั่นเอง

พระนางอทิติมีโอรสทั้งหมด ๘ องค์ บางตำราว่า ๗ หรือ ๑๒ บ้าง แตกต่างกันไป ทุกองค์เรียกว่า "อาทิตย์" ทั้งนั้น ตามคัมภีร์พราหมณ์ยุคไตรเพทนั้น พระอาทิตย์ทั้ง ๘ ได้แก่ วรุณาทิตย์ มิตราทิตย์ อริยมนาทิตย์ ภคาทิตย์ องศาทิตย์ อินทราทิตย์ ธาตราทิตย์ และ สุริยาทิตย์ ซึ่งองค์สุดท้ายนี่แหละ ที่เป็นผู้ขับรถข้ามขอบฟ้าทุกวัน เป็น "ดวงอาทิตย์" ที่ให้แสงสว่างแก่โลก

ตามตำนานเล่าว่า พระสุริยาทิตย์องค์นี้ พระมารดาไม่โปรด เพราะเกิดมาพิการ จึงไม่ยอมพาไปเฝ้าพระพรหมบนสวรรค์ พระสุริยาทิตย์จึงไม่ได้ขึ้นไปอยู่ในเทวโลก ต้องเที่ยวขับรถอยู่ระหว่างเทวโลกกับมนุษยโลก แม้ภายหลังเชษฐาทั้ง ๗ จะช่วยกันรักษาจนหายพิการแล้วก็ตาม พระองค์ก็ยังคงอยู่ในที่เดิม

รูปลักษณ์ของพระสุริยาทิตย์ นิยมกันว่ามีรูปกายสีแดง รัศมีสีแดงรุ่งโรจน์รอบกาย ร่างเล็ก แต่งามสง่า เสื้อทรงสีเหลืองอ่อน ประดับแก้วปัทมราช (ทับทิม) มี ๔ กร มักจะถือดอกบัวอยู่ ๒ กร พาหนะคือ รถล้อเดียว เทียมด้วยม้าสีขาว ๗ ตัว มีพระอรุณ (โอรสพระกัศยปกับนางวินตา และเป็นพี่ผู้พิการของพระยาครุฑ) เป็นนายสารถี วิมานชื่อ วิวัสวดี มีมเหสีชื่อ พระนางสัญญา (หรือสรัณยู หรือสันจิรา) ซึ่งเป็นธิดาของพระวิศวกรรม และทรงมีชายาอีกหลายนาง คือ สุวรรณา สวาดี มหาวีรยา รัชนี ประภา นิชุภา และฉายา

สำหรับขั้นตอนของอาทิตย์อุทัยยามเช้าตรู่นั้น จะเริ่มจากแสงสีขาวจางๆ ของ "พระอัศวิน" (โอรสแฝดของพระสุริยาทิตย์ ขณะแปลงเป็นม้าไปอยู่กับนางสัญญา ซึ่งทนแสงพระสุริยาทิตย์ไม่ไหว แอบแปลงเป็นม้าชื่อ อัศวินี หลบอยู่ในป่า) ผู้นำโภคาทรัพย์และสุขภาพที่แข็งแรงมาให้ ตามมาด้วยแสงสีชมพูระเรื่อของ "พระนางอุษาเทวี" (กนิษฐาของพระสุริยาทิตย์ บางตำราว่าเป็นชายาบ้าง เป็นธิดาบ้าง) ซึ่งจะยังความร่าเริงแจ่มใสมาสู่ทุกผู้คน ต่อจากนั้น ก็จะเป็นแสงอบอุ่นอ่อนๆ ซึ่งแสดงว่า "พระอรุณ" สารถีแห่งรถพระอาทิตย์ได้มาถึงแล้ว และภารกิจของวันใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว

(/me เขียนแล้วอยากตื่นเช้า ไม่ได้ตื่นเช้ามาหลายปีแล้ว เชื่อสิว่าผมชอบอากาศยามเช้ามาก แต่ตั้งแต่นอนดึกมานาน ก็ไม่ค่อยได้ตื่นเช้าอีกเลย)

สำหรับวัฒนธรรมกรีก ก็มี โซล (Sol) เป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ในวงศ์ไททัน (Titan) ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ฟีบัส อะพอลโล (Phoebus Apollo) แห่งวงศ์โอลิมปัส (Olympus) หลังการโค่นบัลลังก์สวรรค์ของ ซูส (Zeus) คำว่า solar ในภาษาอังกฤษ จึงหมายถึง "อันเกี่ยวเนื่องกับ Sol"

ทางอียิปต์นั้น นับถือเทพเจ้า รา เป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ และเป็นเทพเจ้าสูงสุดด้วย

ปีใหม่นี้ ขอใช้พลังแห่งดวงอาทิตย์แทนความหวัง ความปรารถนาดี แด่ผู้อ่าน Lang4Fun ทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ประสบภัยสึนามิและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่าน ขอให้มีความหวัง พลังกาย พลังใจ ที่จะช่วยพลิกฟื้นทุกอย่างให้กลับสู่สภาพปกติ เพื่อก้าวต่อไปในปีนี้

อ้างอิง:


Archives

พฤศจิกายน 2004   ธันวาคม 2004   มกราคม 2005   กุมภาพันธ์ 2005   เมษายน 2005   พฤษภาคม 2005   มิถุนายน 2005   กรกฎาคม 2005   กันยายน 2005   พฤศจิกายน 2005   มกราคม 2006   เมษายน 2006  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?