จะเว้นไม่กล่าวถึงชื่อผลไม้ในภาษาถิ่นก็กระไรอยู่ เลยอยากชวนคนเหนือคนใต้มาร่วมกันทำตารางคำเรียกชื่อผลไม้ในภาษาถิ่น (เอาเฉพาะคำที่ไม่เหมือนหรือคล้ายภาษากลาง) ขอเริ่มจากที่นึกได้ก่อนละกัน เพิ่มรายการได้ตามสะดวกนะครับ (edit post เอาแบบ wiki เลย)
| กลาง | เหนือ | อีสาน | ใต้ | ตะวันออก |
|---|---|---|---|---|
| ฝรั่ง | หมะก้วย,หมะมั่น,หมะแก๋ว | หมากสีดา | ย่าหมู,ชมพู่ | - |
| น้อยหน่า | น้อยแน้ | หมากเขียบ | - | - |
| มะละกอ | หมะก้วยเตด | หมากหุ่ง | ลอกอ | - |
| สับปะรด | หมะขนัด | หมากนัด | สับรด,ยานัด,มะลิ | สัมมะรด,ลักกะตา |
| ขนุน | หมะหนุน | หมากมี้ [มี่] | หนุน | - |
| ฟักทอง | - | หมากอึ | น้ำเต้า | - |
| พุทรา | หมะตัน | หมากทัน | - | - |
| ชมพู่ | - | - | น้ำดอกไม้ | - |
| ละมุด | หมะมุด | - | มุดหรั่ง,สวา | - |
| ฟัก | - | - | ขี้พร้า | - |
| มะม่วงหิมพานต์ | - | - | หัวครก,เล็ดล่อ,ยาร่วง,กาหยู | - |
ปล. ครั้งหน้ารวมชื่อสัตว์ดีไหม?
ชื่อแขวง "มักกะสัน" ในเขตพญาไท ชวนให้สงสัยมานาน ว่ามีความหมายว่าอะไรกันแน่ ถามๆ กัน ก็มีบางคนอำกันเล่นๆ ว่า มีตามักกับตาสันเป็นเพื่อนกัน ฯลฯ เป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็จบด้วย "ล้อเล่นนะ" สรุปว่ายังเป็นปริศนาตลอดมา
จนวันนึง ผมได้รู้จักกับพระเจ้า ..เฮ่ย ไม่ใช่ (ดูโฆษณาบ่อยไปมั้ง) จนได้มาพบหนังสือ "อภิธานศัพท์ คำไทยที่มีต้นเค้ามาจากภาษาต่างประเทศ" ของกรมศิลปากร กล่าวอ้างคำจำกัดความตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ว่า "เป็นชื่อชนชาติชาวอินโดนีเซียในมะกัสซาร์ตอนใต้ของเกาะเซลีเบส" ส่วนฉบับ พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ขยายคำจำกัดความอีกว่า
หนังสือสาธยายต่อไปว่า..
"..มะกัสซาร์ เป็นเมืองท่าสำคัญ มีชื่อตามภาษาอินโดนีเซียว่า สุลาเวสี ต่อมา พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "อูจุงปันดัง" พวกมักกะสันส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เดิมอยู่ในปกครองของโปรตุเกส ต่อมาเมื่อพวกฮอลันดาเข้ามามีอำนาจทางตะวันออก มะกัสซาร์จึงตกอยู่ในครอบครองของฮอลันดา ตลอดระยะเวลาที่อินโดนีเซียเป็นอาณานิคมด้วย"
พวกแขกมักกะสันมีรูปร่างใหญ่โต นิสัยกล้าหาญ ดุร้าย มักเหน็บกริชเป็นอาวุธ บางทีก็ใช้หอกซัดกับลูกดอกอาบยาพิษ พวกเขามีความเชื่ออยู่ข้อหนึ่งว่า คนทั้งหมดที่เขาฆ่าตายในโลกนี้ จะไปเป็นทาสรับใช้เขาในโลกหน้า จึงทำให้มีนิสัยดุร้าย และถือว่าการไม่ยอมแพ้นับเป็นเกียรติยศสูงสุด
ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พวกฮอลันดาทำสงครามชนะพวกมักกะสัน โอรสของเจ้าเมืองพร้อมสมัครพรรคพวกจึงเสด็จหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ทรงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมพระราชทานที่ดินให้ปลูกบ้านเรือน ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า "หมู่บ้านมักกะสัน" อยู่ทางฝั่งตะวันตกของคลองตะเคียน อีกด้านหนึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่ติดกับหมู่บ้านมลายูที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว
แต่หลังจากนั้นประมาณ ๕ ปี เจ้าชายแห่งมักกะสันก็ได้ก่อกบฏ วางแผนลอบปลงพระชนม์ เนื่องจากไม่พอใจที่ทรงให้อำนาจแก่ฟอลคอนและโปรดพวกคริสต์มากเกินไป แต่แผนถูกเปิดโปงจึงถูกจับได้ สมเด็จพระนารายณ์ทรงอภัยโทษให้ แต่ก็ไม่ทำให้เจ้าชายแห่งมักกะสันล้มเลิกความตั้งใจ กลับวางแผนรัดกุมยิ่งขึ้น รวบรวมสมัครพรรคพวกมากกว่าเดิม แต่ความก็ล่วงรู้ถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) อีก จึงได้ซ้อนแผนจับกุม แต่ขณะที่กำลังล้อมจับและจะประกาศขอจับกุมนั้น พวกมักกะสันกลับชักกริชออกไล่ฆ่าฟันทหารต่างชาติและขุนนางไทยตายเกลื่อนกลาด ทำให้การปราบกบฏต้องยืดเยื้อไปอีกเป็นเดือน จนในที่สุดก็จับพวกกบฏและฆ่าตายได้ทั้งหมด รวมทั้งเจ้าชายมักกะสันด้วย ส่วนโอรส ๒ องค์ของเจ้าชายมักกะสัน ถูกจับตัวส่งไปละโว้ ซึ่งต่อมาบาทหลวงตาชาร์ดได้พาไปอยู่ฝรั่งเศส และเข้ารับราชการอยู่ในกองทัพเรือ
ความดุร้ายของชาวมักกะสัน เป็นที่ฝังใจชาวต่างชาติมาก ถึงขนาดต้องกำชับให้ระวังมิให้โอรสเจ้าชายมักกะสันได้เข้าใกล้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และเกิดเป็นคำเปรียบเปรยว่า "ดุร้ายเหี้ยมโหดเหมือนยักษ์มักกะสัน"
ทั้งหมดเป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันนี้ พวกแขกมักกะสันก็ยังสืบเชื้อสายตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บริเวณแขวงมักกะสัน ด้วยความสงบสุขภายใต้ประบรมโพธิสมภาร และปัจจุบันทุกคนล้วนเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว
ที่มา: สมศรี เอี่ยมธรรม. "มักกะสัน." อภิธานศัพท์ คำไทยที่มีต้นเค้าจากภาษาต่างประเทศ. กรมศิลปากร. พ.ศ. ๒๕๔๕.
อีกสักคำที่คนภาคกลางเอามาใช้ในความหมายที่เปลี่ยนไป คือคำว่า "เสี่ยว"
ความจริงแล้ว "เสี่ยว" ในภาษาอีสาน มีความหมายสองระดับ ถ้าเป็น "เสี่ยว" ตามประเพณีพื้นบ้านนั้น คนที่เป็นเพื่อนรักกันขนาดตายแทนกันได้ จะเข้าพิธี "ผูกเสี่ยว" คือผูกข้อมือ บายศรีสู่ขวัญ ตกลงเป็น "เสี่ยว" กัน คือใครมีเรื่องเดือดร้อน ก็จะช่วยเหลือกัน ลูกของตัวก็อาจจะยก "เสี่ยว" เป็นพ่อทูนหัว/แม่ทูนหัว อะไรประมาณนั้น แต่ "เสี่ยว" ก็มีความหมายในระดับทั่วไปด้วย คือบางทีคนที่เป็นเพื่อนสนิทกันโดยไม่ได้เข้าพิธีผูกเสี่ยว ก็อาจจะเรียกเพื่อนว่า "เสี่ยว" ก็ได้ ซึ่งจะมีความสนิทสนมกว่าอีกคำหนึ่งที่หมายถึงเพื่อนฝูงโดยทั่วไป:
คำว่า "หมู่" ความหมายแรก ใช้เหมือนคำว่า "เพื่อน" ตามปกติในภาษาไทยกลางทุกประการ "เฮาเป็นหมู่กัน" ก็หมายถึง "เราเป็นเพื่อนกัน" ถ้าไม่กล้าไปที่ไหนคนเดียว ก็อาจจะชวนคนอื่น "ย่างไปเป็นหมู่" คือ "เดินไปเป็นเพื่อน" ก็ได้
"หมู่" ในอีกความหมายหนึ่ง จะคล้ายกับความหมายในภาษาไทยกลาง คือใช้เรียกกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน เช่น "ซุมหมู่นี้" หมายถึง "ชุมกลุ่มนี้" หรือ "คนพวกนี้" นั่นเอง
ว่าแล้วก็เลยบันทึกไว้อีกคำ:
ถอดอักษรเป็นไทยกลางก็คือ "ชุม" ใช้เรียกกลุ่มคนเหมือนคำว่า "พวก(นั้น,นี้)" เช่น "ซุมขี้กะตืด" เป็นคำด่าว่า "ไอ้พวกขี้เหนียวทั้งหลาย" อะไรทำนองนี้
กลับไปที่ "เสี่ยว" อีกนิด ประเพณีผูกเสี่ยวที่ขอนแก่น จัดเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำปีที่เรียกรวมกันว่า "เทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยว และงานกาชาด" จัดในช่วงปลายเดือน พ.ย. ต่อต้น ธ.ค. (จะต้องรวมวันที่ 5 ธ.ค. เสมอ ซึ่งคืนนั้นจะมีการจุดพลุถวายพระพรเป็นที่สวยงาม) สำหรับปีนี้ จัดในช่วง 29 พ.ย. - 10 ธ.ค. ครับผม
เกรงผู้อ่านจะเอียนกลิ่นปลาแดกซะก่อน ขอสลับด้วยภาษาไทยกลางบ้าง วันนี้ขอเสนอคำว่า "ดอกทอง" ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายไว้ว่า:
แต่คำนี้ ชวนให้สงสัย ว่าทำไมถึงกลายเป็นคำด่า ทั้งๆ ที่แต่ละคำที่มาประสมกันก็มีความหมายดี และนาง "สุวรรณมาลี" ในเรื่องพระอภัยมณี ก็ไม่ได้เป็นหญิงเช่นว่า
หลังจากนึกตามประสบการณ์ทางภาษาของตัวเอง ก็สรุปว่า คำนี้น่าจะมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "หลกท่ง" ซึ่งเป็นคำด่าที่มีความหมายตามตัวอักษรที่แสบสัน แปลว่า "แดงเหมือนเหล็กเผาไฟ" ใช้กับหญิงที่มักมากในกามารมณ์
ที่ใช้คำว่า "ความหมายตามตัวอักษร" ก็เพราะว่า คนจีนแต้จิ๋วนั้น ชอบใช้คำพูดโผงผาง บางครั้ง การใช้คำด่ากับลูกหลาน ก็เป็นการแสดงความเอ็นดู เหมือนในหนังจีนจะได้ยินคำว่า "เด็กโง่" อยู่เรื่อย คำว่า "หลกท่ง" นี้ ก็อาจจะใช้ตอนที่เห็นลูกสาวหรือหลานสาวแสดงกิริยาม้าดีดกะโหลก แล้วรู้สึกมันเขี้ยว อยากอบรม ดังนั้น ลูกหลานจีนจะคุ้นกับคำด่าประเภทนี้ และคำอื่นๆ อีกมากมาย (ไว้มีโอกาสค่อยเล่าทีหลัง) โดยไม่รู้สึกว่าถูกปรามาสตามนั้นจริงแต่อย่างใด
เข้าใจว่า คนไทยจะยืมคำ "หลกท่ง" นี้มาจากคนจีนแต้จิ๋ว โดยถ่ายสำเนียงกลับเพราะคิดว่าคนจีนพูดไม่ชัด น่าจะหมายถึงคำว่า "ดอกทอง" มากกว่า เลยใช้ "ดอกทอง" ด่าผู้หญิงเรื่อยมา ซึ่งก็มีทั้งด่าแบบเอ็นดูตามแบบคนจีน และด่าแบบเอาจริงเอาจัง
อนึ่ง ถ้าแปลคำว่า "ดอกทอง" กลับเป็นภาษาจีนคำต่อคำว่า "กิมฮวย" (金花) ก็ไม่ได้มีความหมายเป็นคำด่า แต่หมายถึง "ดอกไม้สีทอง หรือ ดอกไม้ทองคำ" เหมือนกัน ดังนั้น คำ "ดอกทอง" นี้จึงอยู่ในเฉพาะบริบทสังคมไทย-จีนแต้จิ๋วเท่านั้นจริงๆ
เห็นโฆษณาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งแล้วขำๆ งงๆ มีคนทำท่าเผ็ดซี้ดซ้าดแล้วก็บอกว่า "แซบร้อน แซบลึก" ฟังแล้วก็ อืม.. อารมณ์นั้นอาจจะพูดว่า "แซบ" ได้อยู่ แต่คำอื่นประเภท "เผ็ด" หรือ "ร้อน" อะไรพวกนี้จะตรงกับอารมณ์ที่จะสื่อกว่า ยิ่งเอาคำว่า "แซบ" มาเป็นสโลแกนเน้นความเผ็ด เอาดารามาออกท่าออกทางอย่างมั่นใจแล้ว ก็ให้นึกไปถึงโฆษณาเหล้านอกยี่ห้อหนึ่ง ดูเหมือนยี่ห้อเป็นรูปอัศวินขี่ม้า เอาฝรั่งที่ไหนไม่รู้มาทำท่ามั่นอกมั่นใจ แต่ตกม้าตายตรงกระแดะพูดไทยแปร่งๆ "ดายแหล่งอ๊อก" ฟังไม่รู้เรื่อง
ทำไมถึงบอกว่าการเอาคำว่า "แซบ" มาเป็นสโลแกนบะหมี่ต้มยำกุ้งเพื่อเน้นความเผ็ด มันดูขำๆ คล้ายๆ กัน? ก็เพราะคำว่า "แซบ" เป็นคำอีสานที่มีความหมายธรรมดามาก:
กล่าวคือ อะไรที่อร่อย ใช้ "แซบ" ได้ทั้งนั้น ทั้งของหวานของคาว ไปกินไอติมบอกว่า "ไอติมแซบ" ก็ใช้ได้ ลองนึกภาพคนกินต้มยำกุ้งเผ็ดๆ แล้วสูดปากทำท่าได้อารมณ์ แล้วพูดแค่คำว่า "อร่อย" ดูสิ จะเข้าใจว่าผมหมายความว่ายังไง (คือมันก็ได้อารมณ์แบบหนึ่งเหมือนกันแหละ แต่อาจจะไม่ใช่ความเผ็ดที่กำลังจะสื่อ)
เรื่องนี้อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่พอได้ไปติดต่อกับคนลาว ปรากฏว่าคนลาวเขาค่อนข้างซีเรียส กับการใช้คำผิดความหมายของคนไทยกระจายออกทางสื่อแบบนั้นเหมือนกัน
แถมอีกคำที่ใกล้เคียงกัน
คำว่า "นัว" มักใช้คู่กับคำว่า "แซบ" บ่อยๆ เช่น "หัวแซบหัวนัว" แปลว่า "หัวเราะได้อารมณ์มากๆ" หรือที่ภาษานักเขียนใช้ว่า "หัวเราะอร่อย" แต่คำว่า "นัว" ก็มีความหมายในตัวเองว่า "กลมกล่อม" เช่น "อ่อมไก่เจ้า นัวดีเนาะ" แปลว่า "แกงอ่อมไก่ของเธอนี่ รสชาติกลมกล่อมดีนะ"
ได้พูดถึงเพลงแล้ว เลยนึกถึงเพลงที่ร้องกันตามงานชุมนุมรอบกองไฟ:
โดนๆ พ้อกันเทื่อหนึ่ง ตกตะลึงสวยแท้งามแท้
แต่ก่อนทั้งดำทั้งแหล้ (ซ้ำ) เดี๋ยวนี้งามแท้ทั้งแหล้ทั้งดำ
ไล่ทีละคำ (อย่าลืมว่าการผันวรรณยุกต์ไม่เหมือนภาษากลาง)
ไม่มีอะไรพิเศษ ใช้เหมือนคำว่า "นาน" ในภาษากลางทุกประการ เช่น "ท่าตั้งว่าโดน" แปลว่า "รออยู่ตั้งนาน"
ใช้ทั้งกับการพบปะกัน และการหาสิ่งของพบ
มีเกร็ดอย่างหนึ่งคือคำว่า "ปะ" [ป๋ะ] ในภาษาอีสาน แปลว่า "ทิ้ง" หรือ "หย่าร้าง" เช่น "ปะลูกไว้เฮือนผู้เดียว" หมายถึง "ทิ้งลูกไว้บ้านคนเดียว" สามีภรรยา "ปะกัน" ก็หมายถึงหย่ากัน แต่ในภาษากลาง "ปะ" กลายเป็นคำซ้อนของคำว่า "พบปะ" แล้วก็เลยทำให้ "ปะ" มีความหมายว่า "เจอ" (แทนที่จะเป็น พบแล้วจาก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป) ซึ่งอาจเป็นแค่ความบังเอิญก็ได้ เพราะ "ปะ" มีอีกความหมายหนึ่ง ว่าเอามาเจอกัน เช่น "ปะผ้า" อยู่แล้ว
ท้องถิ่นอีสานบางถิ่น เช่น ขอนแก่น จะออกเสียงสระเอือเป็นสระเอีย เช่น เกือ (เกลือ) ออกเสียงว่า "เกีย" คำว่า "เทื่อ" ก็ออกเสียงว่า "เทีย" เหมือนกัน คำว่า "เทื่อ" ใช้เหมือนคำว่า "ครั้ง" ในภาษากลาง เช่น "ตบมือสามเทื่อ", เหมือนคำว่า "คราว" เช่น "เทื่อหน้าอย่าเฮ็ด" คือ "คราวหน้าอย่าทำ"
"นิสสันเทียหน้า" หมายถึง "เทียนี้โตโยต้าไปก่อน"? ;-D
สีม่วงๆ คล้ำๆ ช้ำเลือดช้ำหนอง เรียกว่า "สีแหล้" [ผันวรรณยุกต์ว่า "แหล่"] อย่างเช่น สีทางด้านขอบบนของรุ้งปฐมภูมิ แบบนั้นก็เรียก "สีแหล้" เหมือนกัน
เกี่ยวเนื่องมาจากคำว่า "สะออน" มีอีกคำที่คล้ายกันจนใช้ปนกันบ่อยๆ คือ "ออนซอน" ผมเองก็ยอมรับว่าความหมายของคำนี้ค่อนข้างเบลอสำหรับผม เพราะเป็นคำที่มักใช้ในอาการชื่นชม เช่น "ออนซอนเด", "ออนซอนหลาย" จนชวนให้คิดว่า "ออนซอน" แปลว่าชื่นชอบ คล้ายกับ "สะออน" และหลายคนก็มีความเข้าใจกันว่าอย่างนั้น
แต่จำได้ว่าเคยเรียนในสมัยมัธยม ว่า "ออนซอน" นี้ เป็นคำที่แผลงมาจาก "อรชร" ที่แปลว่า "งาม" เมื่อคิดตามดั่งนี้ โดยเอาคำว่า "งาม" ใส่เข้าไป กลายเป็น "งามจริง", "งามมาก" มันก็กลายเป็นคำชื่นชม หากแต่เราไปจับเอากิริยาชื่นชมมาเป็นความหมาย เลยเกิดอาการเพี้ยนความหมายไป
อีกครั้งหนึ่งที่ได้ยืนยัน ก็ตอนที่มีโอกาสเข้าไปพบ พจนานุกรมภาษาอีสาน ที่หอสมุดแห่งชาติ เปิดคำว่า "ออนซอน" ก็แปลว่า "งาม"
แต่นั่นก็นานมาแล้ว ผมอาจจะจำเพี้ยนก็ได้ จึงยังไม่มั่นใจ จนกระทั่งได้แหล่งอ้างอิงเป็น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ทั้งฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ และ ๒๕๔๒
ฉบับ ๒๕๒๕:
ออนซอน, อ่อนซอน (ถิ่น) ว. เพราะพริ้ง; สวย, งาม, น่ารัก.
ฉบับ ๒๕๔๒:
ออนซอน, อ่อนซอน (ถิ่น-พายัพ, อีสาน) ว. งาม; เพราะพริ้ง, ซาบซึ้งตรึงใจ. (เพี้ยนมาจาก อรชร).
สรุปว่า "ออนซอน" เป็นคำวิเศษณ์ ไม่ใช่คำกริยาเหมือน "สะออน" และความหมายก็คือ:
ถึงแม้จะแผลงมาจาก "อรชร" แต่ "ออนซอน" ก็ไม่ได้เอาไว้ใช้กับรูปร่างของคน แต่ใช้กับความงดงามทั่วๆ ไป ทั้งวัฒนธรรม ทั้งบรรยากาศ
เรายังอยู่ในบรรยากาศคาราโอเกะอยู่ใช่ไหม ถ้ายังจำเพลง "ออนซอนเด" ของวิสา คัญทัพ ที่ศันสนีย์ร้องไว้ได้
พิณแคนส่งข่าวบอกขาน แว่วหวานก้องมาแต่ไกล
ลมฝนบนฟ้าลอยไป ท้องนาท้องไร่คอยเคียวด้วยน้ำจิตที่เปี่ยมล้นดวงใจ สดสะอาดใสดุจดังน้ำลำธาร
รวมกำลังออกเหงื่อแรงทำงาน ออนซอนเด ละเป็นตาน่าชื่นบาน
ฤดูกาลแสนหวาน โอ้สวรรค์บ้านนา...
เพื่อให้เข้าบรรยากาศคาราโอเกะของ MrChoke วันนี้ขอเสนอคำว่า "สะออน" :-)
ก็หัวใจเจ้ากรรม ชอกช้ำแล้วยังชอบลอง ก็ว่ากันตามทำนอง ของคนหัวใจสะออน
เพลงที่พี่แอ๊ดแต่งให้อัสนี-วสันต์ ชวนให้สงสัยว่า "หัวใจสะออน" เป็นยังไง "สะออน" เป็นภาษาอีสาน แปลว่า นิยมชมชอบ อย่างถ้ามีใครคลั่งไคล้อะไรจนเข้าเส้น ก็อาจจะมีคนล้อว่า "สะออนหลายน้อ" หมายถึง "ชอบจริงนะ ปลื้มซะเหลือเกิ๊น!" อะไรประมาณนี้
อีกตัวอย่างคือ เว็บ สะออนอีสาน เป็นเว็บของคนนิยมชมชอบศิลปวัฒนธรรม ภาษาและวิถีชีวิตของคนอีสาน
แถมอีกสองคำ ชุดนี้ได้มาจากคำพูดของพ่อว่า "มักแม่ แต่ฮักลูก"
"มัก" จะมีความหมายใกล้เคียงคำว่า "ชอบ" เช่น "ของมัก" ก็หมายถึง "ของชอบ" หรือ "ของโปรด" ถ้าจะ "มัก" ใครสักคน ก็หมายถึง "ชอบ" เขาฉันชู้สาว
"ฮัก" หมายถึง "รัก" โดยทั่วไป เหมือนเพื่อนรักเพื่อน พ่อแม่รักลูก
คำว่า "ส๎วาย"* ออกเสียงตัวควบกล้ำ ว กับสระอาลดลงเป็นสระอัวว่า "สวย" แปลว่า "สาย" ใน "ตอนสาย" ในภาษาไทยกลาง (ไม่รวมคำว่า "สาย" ใน "สายไฟ" คำนั้นสะกดและออกเสียงว่า "สาย" เหมือนกันในภาษาอีสาน)
ดังนั้น ถ้าคุณผู้หญิงไปถึงงานเลี้ยงที่อีสานแล้วมีคนทักว่า "คือมาสวยแท้" อย่าเพิ่งรีบยิ้มตอบขอบคุณไปล่ะ เขากำลังหมายถึงว่า ทำไมคุณมาสายจัง ถ้าเขาจะชมว่าสวย มักจะใช้คำว่า "งาม" มากกว่า
มีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับวัวแก่อยากกินหญ้าอ่อน ยืนคุยกับพ่อแม่ของหญิงสาวแล้วก็เปรยมาทางหญิงสาวที่นั่งทอผ้าอยู่ข้างๆ ว่า "นังหนูนี่เกิดมาสวยนะ" เธอสวนคำกลับมาว่า "บ่แม่นค่ะ หนูเกิดตอนแลง"
_____
*คำว่า "ส๎วาย" นี้ ภาษาลาวสะกดว่า "สวาย" จึงอ้างอิงตามนั้น แต่ใส่ยามักการเพื่อกำกับตัวควบกล้ำ ไม่ให้สับสนกับ "ปลาสวาย"
| คำกลาง | คำใต้ | หมายเหตุ |
| ฉัน | ฉาน | เพื่อนๆ หรือ สูงวัยกว่าก็ได้ |
| . | นุ้ย | เด็กๆ แทนตัวฟังแล้วน่ารัก |
| . | บ่าว | เด็กชายจะใช้แทนตัว น่ารักอีกเช่นกัน |
| . | เรา | เพื่อนๆ ถ้าไม่สุภาพนักพูดกับคนสูงวัยกว่าก็ได้ |
| คุณ | เติน | มักเรียกคนสูงวัยกว่า |
| . | หมัน,เขา | เรียกเพื่อนๆ |
| . | สู | ทั่วๆ ไป |
เพื่อความสนุกในการอ่าน คิดว่าน่าจะพูดถึงการออกเสียงสำเนียงอีสานนิดนึง ผมขออ้างอิงสำเนียงขอนแก่นละกัน ทราบมาว่าท้องถิ่นต่างๆ จะออกเสียงไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเสียงวรรณยุกต์
ตัวเขียนของภาษาอีสานดั้งเดิม จะใช้ อักษรไทน้อย ซึ่งมีรากเดียวกับอักษรลาวในปัจจุบัน และ อักษรธรรม ซึ่งน่าจะมีรากร่วมกับอักษรธรรมล้านนา (อักษรธรรม มักใช้ในคัมภีร์ทางศาสนา) แต่ปัจจุบันหาคนรู้อักษรทั้งสองแบบนี้ได้ยากแล้ว จะหาหลักฐานได้ก็แต่จากจารึกโบราณเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาตัวสะกดภาษาอีสาน จึงน่าจะดูได้จากภาษาลาวปัจจุบันแทน แต่อักขรวิธีของลาวก็ได้ผ่านการปฏิวัติครั้งใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง จึงอาจอ้างได้ไม่เต็มที่นัก (หากมีโอกาส คิดว่าจะศึกษาอักษรไทน้อยและอักษรธรรมดูบ้าง ข่าวดีคือ มีผู้พัฒนา ฟอนต์ อักษรไทน้อยและอักษรธรรมมาให้ใช้แล้ว มี โรงเรียน สอนด้วย) ในที่นี้จะพยายามเขียนโดยอ้างอิงอักขรวิธีลาวเท่าที่จะทำได้ โดยใช้อักษรไทยนี่แหละ
ในที่นี้ ขอเรียก "ภาษากรุงเทพฯ" แทนภาษาไทยกลาง เพราะท้องถิ่นอื่นในภาคกลางก็มีสำเนียงต่างจากกรุงเทพฯ
ภาษาอีสาน มีหน่วยเสียงพยัญชนะที่ต่างจากภาษากรุงเทพฯ ดังนี้
สระ บางสระจะเพี้ยนจากภาษากรุงเทพฯ ไว้ว่าทีหลัง
การผันวรรณยุกต์ อ.ซ่อนกลิ่น พิเศษสกลกิจ เคยบรรยายไว้ในชุมนุมภาษาไทยของคุรุสภา โดยใช้ภาษาอุบลฯ เป็นตัวอย่าง ว่ามีวรรณยุกต์ทั้งหมด 6 เสียง คือ
ลองออกเสียงตามแล้วก็แปลกๆ โดยเฉพาะตรงเสียงตรีที่ว่าเหมือนเสียงตรีกรุงเทพฯ นั้น อาจจะใกล้เคียงกับสำเนียงภูเวียง ตรงนี้ต้องตรวจสอบกับคนอุบลฯ จริงๆ อีกที
แต่เท่าที่สังเกตสำเนียงขอนแก่น คำที่ยกตัวอย่างในเสียงสามัญนั้น แบ่งได้เป็นสองพวก พวกหนึ่งออกเสียงเอก อีกพวกหนึ่งออกเสียงตรีเพี้ยน น่าจะสรุปได้ว่า สำเนียงขอนแก่นมีวรรณยุกต์ 5 เสียง แต่รายละเอียดจะต่างกันเล็กน้อย:
จากการสังเกต ผมเลยลองสรุปหลักการผันวรรณยุกต์ตามสำเนียงขอนแก่นว่าดังนี้ (มาจากการสังเกตนะครับ อาจยึดเป็นหลักตายตัวไม่ได้ เพราะในอักษรไทน้อยดั้งเดิมนั้น ไม่มีรูปวรรณยุกต์ ภาษาลาวเองก็เพิ่งมาเพิ่มวรรณยุกต์ภายหลัง):
| รูปวรรณยุกต์ | - | เอก | โท | ตรี | จัตวา |
|---|---|---|---|---|---|
| อักษรกลางคำเป็น | เอก (กา) | สามัญสูง (ไก่) | โทต่ำ (แจ้ง) | สามัญสูง (ป๊า) | จัตวา (โก๋) |
| อักษรกลางคำตายสระเสียงยาว | เอก (ดอก) | - | โทต่ำ (โจ้ก) | สามัญสูง (โจ๊ก) | จัตวา (-) |
| อักษรกลางคำตายสระเสียงสั้น | จัตวา (กัด) | - | โทต่ำ (จั้ก) | สามัญสูง (กั๊ก) | จัตวา (-) |
| อักษรสูงคำเป็น | จัตวา (ขา) | สามัญสูง (ข่า) | เอก (เข้า) | - | - |
| อักษรสูงคำตายสระเสียงยาว | เอก (เขียด) | - | โทต่ำ (-) | - | - |
| อักษรสูงคำตายสระเสียงสั้น | จัตวา (ขัด) | - | โทต่ำ (-) | - | - |
| อักษรต่ำคำเป็น | โท (คา) | เอก (ท่า), สามัญสูง (โง่) | โทต่ำ (ค้า) | - | - |
| อักษรต่ำคำตายสระเสียงยาว | โทต่ำ (คอก) | - | สามัญสูง (โค้ก) | - | - |
| อักษรต่ำคำตายสระเสียงสั้น | สามัญสูง (คึด) | โทต่ำ (ค่ะ) | - | - | - |
โพสต์ยาวอีกแล้ววันนี้ จริงๆ มีต่ออีก ไว้โอกาสหน้าละกัน
ครั้งที่แล้วพูดถึงการแปรเปลี่ยนของคำภาษาเก่า จากภาษาพูดธรรมดากลายเป็นภาษาเขียนบ้าง หรือกลายเป็นคำซ้อนบ้าง แต่คำว่า "นำ" นี้ ดูเหมือนความหมายจะตรงกันข้ามไปเลย
"นำ" ในภาษาอีสาน แปลว่า "ตาม" หรือ "ด้วย" เช่น ถ้างัวหายก็ต้องไป "นำหา" ไม่ใช่ "ตามหา" (ยังพบในภาษากลางคือคำว่า "นำจับ" ผู้ร้าย?) ใครที่ "ย่างนำไป" จะหมายถึงเดินอยู่ข้างหลัง หรือถ้า "ย่างนำก้น" นี่ ก็หมายถึงเดินตามไปติดๆ และอีกความหมายคือ "ด้วย" เช่น "ไปนำกัน" หมายถึง "ไปด้วยกัน" หรือถ้าพูดว่า "ไปนำแหน่" คือ "ขอไปด้วยคน"
ส่วนคำว่า "นำ" ในภาษากลางนั้น ภาษาอีสานใช้คำไหนผมไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะใช้ "ย่างขึ้นหน้า" หมายถึง "เดินนำหน้า" อะไรทำนองนี้? (เพื่อนอีสานช่วยนึกหน่อย)
| คำเมือง | ความหมาย (คำแปลเป็นภาษากลาง) |
|---|---|
| ไปแอ่ว | ไปเที่ยว |
| เฮา | เรา, พวกเรา |
| ม่วนใจ๋ | สุขใจ |
| ฮู้จัก | รู้จัก |
| เปิ้น | สรรพนามใช้แทนตัวเอง หรือบุคคลที่ 3 |
| อ้าย | พี่ชาย |
| ป้อจาย | ผู้ชาย |
| ลงต๊อง | ท้องเสีย |
| อู | พูด |
| กึ้ด | คิด |
| ผักกาดจอ | ผักกาดที่มีดอกของทางเหนือ |
| ยะจะได | ทำยังไง |
อีสานขอร่วมแจมมั่งนะครับ ก่อนจะเริ่มแบบทีละคำ ผมมีบันทึกที่รวบรวมคำอีสานที่ปรากฏในภาษาไทยกลางไว้ นี่ทำบันทึกหายไปแล้ว เลยนั่งนึกใหม่ อาจมีตกหล่นไปบ้าง
ภาษาท้องถิ่นนั้น ค่อนข้างจะมีการเปลี่ยนแปลงน้อย เมื่อเทียบกับภาษาไทยกลาง ดังนั้น นักนิรุกติศาสตร์หลายท่านจึงอาศัยภาษาท้องถิ่นเป็นเบาะแสของประวัติของคำไทย บางคำเป็นคำเก่า หลงเหลืออยู่แต่ในภาษาเขียนของไทยกลาง แต่ยังใช้ในภาษาพูดปกติในท้องถิ่น บางคำกลายเป็นคำซ้อน ฯลฯ ลองมาดูตัวอย่างของคำอีสานบางคำดูก่อน:
| คำอีสาน | ความหมาย | คำที่ปรากฏในไทยกลาง |
|---|---|---|
| ย่าง | เดิน | ก้าวย่าง ย่างเยื้อง ย่างเข้าสู่(ปีที่สิบ) |
| แล่น | วิ่ง | โลดแล่น (รถ)แล่น |
| เบิ่ง | ดู | เบิ่งตาดู |
| คัก | ถึงใจ | คึกคัก |
| เคียด | โกรธ | เคียดแค้น |
| เคือง | รำคาญ | แค้นเคือง โกรธเคือง ระคายเคือง |
| เว้า | พูด | เว้าวอน |
| แจ้ง | สว่าง | กลางแจ้ง รู้แจ้ง |
| มัก | ชอบ | มักง่าย เลือกที่รักมักที่ชัง |
| ซัง (ชัง) | เกลียด | เกลียดชัง น่าชัง |
| ลาง | บาง(คน,สิ่ง) | ลางเนื้อชอบลางยา |
| เฮือน (เรือน) | บ้าน | บ้านเรือน เรือนไทย |
| เติบ | มาก, พอดู | มือเติบ เติบโต |
| ติง | ขยับ | ไหวติง |
ยังมีอีกหลายคำ เสียดายที่ทำบันทึกหาย แต่ตัวอย่างเหล่านี้ น่าจะพอบอกประโยชน์ของการศึกษาภาษาท้องถิ่นในแง่นิรุกติศาสตร์ได้บ้าง
พฤศจิกายน 2004 ธันวาคม 2004 มกราคม 2005 กุมภาพันธ์ 2005 เมษายน 2005 พฤษภาคม 2005 มิถุนายน 2005 กรกฎาคม 2005 กันยายน 2005 พฤศจิกายน 2005 มกราคม 2006 เมษายน 2006